อย่างนี้ท้อแท้/แพ้ได้อย่างไร

Filed Under (เรื่องทั่วไป) by admin on 15-10-2007

หลายวันมาแล้วมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมใกล้ตัวของคุณดังตฤณ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถิติการฆ่าตัวตายของคนในสังคมปัจจุบันแม้มีอัตราที่ลดลง แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ น่าสงสารคนที่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว คิดว่าการฆ่าตัวตายหนีปัญหาเพื่อไปพบกับสุขคติในภพหน้า ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ การฆ่าตัวตายถือว่าเป็นการทำบาปกรรมให้กับตัวเองอย่างแสนสาหัสแทนที่จะพบสุขคติกับต้องพบกับความทุกข์ยิ่งกว่า เป็นการหอบเอาทุกข์กายทุกข์ใจติดตัวไปในชาติภพใหม่อีกด้วย ก่อนที่คนเราจะติดสินใจหนีทุกข์อย่างแล้วเจอทุกข์ยิ่งกว่า ลองไปดูชีวิตของเด็กน้อยสองคนที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเคยทำบาปกรรมอะไรไว้เมื่อชาติที่แล้ว ชาตินี้เขาถึงได้เจอสภาพอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้

????????? ?น้องกัน กับน้องกี้ เป็นเด็กชายสองพี่น้องวัย ๑๕ และ ๑๑ ปี ที่เป็นเด็กพิเศษค่ะ
เขาสองคนมีร่างกายที่ดูเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ อันเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมโดยกำเนิด
คุณหมอเรียกมันว่า เมตาโบลิก คือจะมีสารตัวหนึ่งเกาะอยู่ตามกระดูกตามข้อ
และเมื่ออายุมากขึ้น ๆ มันก็จะค่อย ๆ ลามทำลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

วันนี้ น้องกัน คนพี่ เริ่มเดินไม่ได้แล้ว สายตาเริ่มฝ้าฟาง มองอะไรไม่เห็น พูดก็เหนื่อย
เสียงเริ่มแหบเบา หูเริ่มไม่ค่อยได้ยิน เพราะเจ้าสารตัวร้ายนี้เริ่มลามไปตามอวัยวะต่าง ๆ
ส่วนน้องกี้คนน้อง ตอนนี้ยังเดินได้ แต่ไม่นาน เขาก็จะเป็นแบบพี่ของเขาด้วยโรคเดียวกัน
แต่ความน่ารักในภาพที่เห็นก็คือ น้องกัน และน้องกี้ เป็นเด็กอารมณ์ดี ยิ้มง่ายค่ะ
อาจด้วยพ่อแม่ที่ไม่เคยทอดทิ้ง และดูแลพวกเขาด้วยความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจริง ๆ

สิ่งที่รายการนำเสนอในช่วงนี้คือ การจัดสรร “ความสุข” ให้ตามที่คนทางบ้านขอมา
และวันนั้น คนที่ขอมาก็คือคุณแม่ของน้องทั้งสองที่อยากจะส่งมอบความสุขให้กับลูก ๆ
ความสุขของน้องกี้ คืออยากไปดรีมเวิลด์ แต่ความสุขของน้องกัน… เขาอยากไปวัดค่ะ

แม่ของน้องกันเล่าให้ฟังว่า ตอนที่น้องกันกลับมาจากโรงพยาบาล รู้ว่าตัวเองเดินไม่ได้แล้ว
เขากลับมาถึงบ้าน นอนร้องไห้ บอกแต่ว่า “หนูไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว…”

ด้วยความรักของผู้เป็นแม่ที่ไม่เคยทอดทิ้ง แม่ปลอบประโลมเขาทุกยาม
สอนให้น้องกันสวดมนต์ ไหว้พระ และน้องกันก็ยังคงสวดมนต์ทุกวันจนถึงทุกวันนี้

น้องกันบอกว่า ความสุขของเขาตอนนี้คือ การได้ไปทำบุญ ไปทำบุญแล้วจิตใจสบาย
สิ่งที่ห่วงอย่างเดียว คือ ห่วงน้อง เพราะอีกหน่อยน้องก็จะต้องทรมานแบบเดียวกันกับเขา
“ได้แต่ภาวนาว่า ถ้าได้ไปเกิดใหม่ ขอให้เกิดมาสมบูรณ์ ปกติ เหมือนคนทั่วไป
ขอให้สมบูรณ์ทุกอย่าง ตอนนี้รักษาก็รักษาไม่ได้ ถ้าจะรักษาจริง ๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง”

น้องกันพูดต่ออย่างช้า ๆ ด้วยความรู้สึกที่สื่อผ่านน้ำเสียงจากก้นบึ้งหัวใจของเขาว่า

“ตอนนี้อยากรู้อย่างเดียว? ว่าชาติที่แล้ว ทำบาปอะไรไว้ ถึงได้มาเกิดเป็นแบบนี้
ถ้ารู้แล้ว ก็จะได้หาทางแก้ไข ลบล้างความผิดที่ได้เคยทำไว้?”

พิธีกรนิ่งไปกับคำตอบที่บอกเล่าผ่านใบหน้าราบเรียบนั้น…
แล้วรายการได้พาน้องกันและครอบครัวไปกราบท่าน ว.วชิรเมธี ที่วัดค่ะ
ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ตอบข้อสงสัยให้น้องกัน และให้กำลังใจแก่น้องกันมากมาย
ในแววตาที่เหมือนเหม่อมองนิ่ง เพราะสายตาไม่เอื้อให้มองภาพข้างหน้าได้เห็นแล้ว
กล้องโคลสอัพให้เราได้เห็นภาพน้องกันนั่งฟังธรรมะอย่างตั้งอกตั้งใจ

ท่าน ว.วชิรเมธี เล่าเรื่องให้น้องกันฟังด้วยภาษาที่พูดคุยอย่างเอ็นดูและเป็นกันเองว่า
“เคยมีพระอรหันต์ ตัวเตี้ยม่อต้อ ดำก็ดำนะ พุงพลุ้ยเลย มาบวช
คนมาวัดก็นึกว่าท่านน่ารักจัง ตัวดำเตี้ย ก็ตบหัว ลูบหัว หยิกแก้ม หยิกพุง หยอกล้อท่าน
จนวันหนึ่งมีคนไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสบอกแก่เหล่าภิกษุว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอกำลังทำบาปนะ พระที่ไปหยอกล้อท่าน
รู้ไหม ท่านร่างเตี้ย อ้วน ดำก็จริง แต่ท่านอัปลักษณ์แต่เพียงรูปกายเท่านั้น
จิตใจของท่านนั้นบริสุทธิ์หมดจดยิ่งนัก และท่านก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งด้วย”

ท่านสอนให้น้องกันเข้าใจว่า ร่างกายจะเป็นอย่างไร ก็ให้ยอมรับว่ามันเป็นมาแล้ว
จงใช้มันให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แทนที่จะใช้เวลามาหมกมุ่นครุ่นคิดว่าทำไมเราถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ให้คิดว่า เราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ทำประโยชน์ให้ตัวเองและคนอื่นได้อย่างไร

ไปอ่านต่อที่เว็บ http://dungtrin.com/mag/
หรือชมคลิปวีดีโอที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5862884/A5862884.html

No tags for this post.

เรื่องน่าอ่าน

linux learning commerce tools Thai oscommerce หนัง ละคร อัพใหม่ทุกวัน